Suchana's profileอุ๊อู๋ไง.. รู้จักมั๊ย.. ...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 12 หนีกลับมาที่เดิม..เบื่อ hi5 ไม่รู้สิ.. คงเหนื่อยล่ะมั๊ง ที่ต้องคอยเรียกร้องความสนใจจากสังคม กลับมาเล่น space ดีกว่า.. (คิดว่ามันเชยแล้ว คงไม่มีคนอ่าน ฮ่าๆๆ)
ตอนนี้เรากำลังอยู่ในภาวะที่หมิ่นเหม่ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิด "อาการทางประสาท" และ "โรคซึมเศร้า" รึเปล่า.. คิดว่านะ ว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น
เพราะในหนึ่งสัปดาห์ ต้องทำงาน 5 วัน เดินทางไปกลับร่วม 3 ชั่วโมง เพื่อไปเข้าฟิตเนสหลังเลิกงาน กว่าจะถึงบ้านก็ 4 ทุ่มกว่าๆ
เสาร์-อาทิตย์ก็มีเรียนเต็มวัน ..แล้วเวลาพักผ่อนอยู่ที่ไหนเนี่ย อยากไปทะเล แต่ก็ทำได้แค่นั่งจ้องหน้าคอมฯ ในช่วงหัวค่ำ
"งาน คือ หน้าที่" บางทีก็ต้องฝืนอะไรหลายๆ อย่างเพื่อทำงานให้ผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นในทุกวัน ..เริ่มเหนื่อยสะสม
ใจอยากไปหางานใหม่ที่ไม่ขัดกับธรรมชาติของตัวเองขนาดนี้ แต่ติดที่ "รายได้" ..ซึ่งพ่อแม่ค่อนข้างพอใจ
พยายามจะหาความสุขจากงานและคนรอบตัว แต่ดูเหมือนทัศนคติจะไม่สอดคล้องกันสักเท่าไหร่
ภาษาชาวบ้านเรียก "เข้ากับใครไม่ได้" ..แค่นั่นแหละ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร
ไม่อยากเป็นคนอ่อนแอ ไม่อยากให้ความเหงาของเรา พาเราไปเป็นภาระให้คนอื่น
เวลาทำงานก็ต้องอดทน (เพื่อนร่วมงาน.. ที่ไม่รู้จะมายุ่งกะชีวิตกูทำไม)
เวลาจะกลับบ้านก็ต้องรอคอย (รถเมล์.. ออกแค่ชั่วโมงละหนึ่งคัน)
เวลาว่างก็คิดฟุ้งซ่าน (ถึงใครบางคน.. ที่จบกันไปนานแล้ว)
ถ้าเปลี่ยนไปทำงานที่เงินเดือนน้อยกว่านี้ จะอยู่ได้มั๊ย
แล้วงานอะไรที่เราจะอยู่ได้นาน อย่างมีความสุข
ตราบใดที่ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้..
"ก็คงต้องเป็นอย่างนี้ ..ต่อไป" April 30 เมื่อหนุ่มๆ เป็น "น้องหมา" ..โทษฐานที่รู้จักกัน : 29 เม.ย. 2552คนแรก.. หมาเกาหลี Original กิมจิ หมาเตี้ย ตัวป้อมๆ จิตใจดี หมาขี้อาย ชอบเล่นตัว ความรู้สึกช้า บินมาหากูที่ไทยเพื่อจะ Count Down ปีใหม่กะกู ในตอนที่กูเปลี่ยนใจไปเล็งหมาตัวใหม่แล้ว (แดกแห้วไปซะ..) เป็นหมาหน่อมแน้ม แต่แม่กูชอบ บอกว่าเหมือนได้ลูกสาวเพิ่ม!! คนที่สอง.. หมาตัวนี้ Body Perfect !! เป็นนักกีฬาว่ายน้ำ หน้าตาฉลาด แต่ยังเรียนไม่จบ ไม่รู้เพราะอะไร เป็นหมาเงียบที่สุด เข้าใจยากที่สุด แต่กูอยากได้ที่สุด เรียกมา 3 ปีแล้ว แต่ไม่ยอมมา(เป็นหมากู)ซะที หมาจีนสัญชาติไทย หมาเย็นชา แต่ใช้เป็นสารถีได้ตลอดเวลา คนที่สาม.. หมาเหี้ย หมากร้านโลก หมาอ้วนดำ แก่ เป็นหมาที่ปรึกษาส่วนตัว หมาหน้าเงิน (ทวงอยู่นั่นแหละ "10 ดอล" ..กูไม่ได้ยืมมึงซะหน่อย) หมาลามก หม้อ หมาสุขภาพแย่ อืม..เป็นหมาจิตใจดี แต่สันดานเลว เป็น "หมาสารเลวแห่งชุมนุมเชียร์ ม.ธรรมศาสตร์" 555+ คนที่สี่.. หมาทำกับข้าวเก่ง หมาขาเนียน หน้าใสปิ๊ง เคยไว้ผมยาว (..มัดใจกูซ้าาา)ทางบ้านเค้าก็สนับสนุน แต่เราไม่มีเวลาไปสานต่อ (เสือกได้ทุนมาอินโด) อยากกินข้าวราดหมึกผัดไข่เค็มฝีมือแกชิบ เป็นหมาที่กูบ้าเป็นพักๆ ต่อเนื่องยาวนานตลอด 4 ปี ในรั้วเหลืองแดง คนที่ห้า.. หมาผอมดำ แต่วางตัวดี เป็นหมา Gentle Man ได้ยินว่ากำลังมีปัญหากับเจ้าของเก่า แต่ไม่เลิกกันซะที..ไม่เข้าใจ เป็นหมามีการศึกษา น่าคบ ชอบเดินป่า กูเคยชอบมาก ชนิดเจอหน้าแล้ว "กูเขิน" แต่จำสาเหตุไม่ได้ ..กูชอบเพราะอะไร ?? คนที่หก.. หมาน้อยน่ารัก หมาขี้น้อยใจ หมาเงียบ เป็นหมา Sensitive มีโลกส่วนตัว ขี้อ้อน แต่ยังเด็กอยู่ มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ปล่อยไปเองกับมือแล้วก็เสียดาย ไม่กล้าเรียกกลับทั้งที่อยากได้คืน แต่กลัวโดนเห่าใส่ เดี๋ยวกูน้ำตาเล็ด .."ยังรักตัวเล็กเหมือนเดิมนะคับ" คนที่เจ็ด.. ตัวนี้เรียกแล้วมันไม่เข้าใจ คิดว่ากูแค่แหย่เล่น ก็เข้ามาให้เล่นด้วยนิดหน่อย แล้วเจ้าของก็มาตาม (แบบว่า She หวงมาก!!) เป็นหมามีการศึกษา ขี่เบนซ์ ตอนนี้อยู่จีน เป็นหมาที่คุยแล้วถูกคอ พูดภาษาเดียวกัน แต่ไม่รักษาสัญญานะเมิงง เออ..กูเคยชอบ!! คนที่แปด.. หมาเทพ พ่อเป็นหมอ หมาดูดี ร้องเพลงเพราะ เล่นกีต้าร์เก่ง เป็นหมานักวิจัย ชอบทำค่ายอาสาฯ เป็นหมาที่กูสรรเสริญ (..เกินไขว่คว้า) ปัจจุบันอยู่อเมริกา เป็นหมาที่ทำให้เราเข้าใจว่า "แค่เห็นหลังคาคณะเธอ ก็เป็นสุขใจ" นาน 2 ปีเต็ม !! คนที่เก้า.. หมาขี้เหร่แต่อารมณ์ดี หมาขี้โม้ แดกหมูไม่ได้ กูเผลอไปเล่นด้วย ตอนนี้เลยพยายามเลียปากกูอยู่ กรรมแท้..ไล่ก็ไม่ไป หมาไทยจบนอก แต่ภาษาไทยนี่ ขั้นเทพเลย (คุยด้วยแล้ว..งง!!) สูบบุหรี่ แดกเหล้าพอเมาแล้วพังร้าน เฮ้อ..เอาไปเก็บที (-_-") คนที่สิบ.. หมาอินโดฯ ตาใส ตัวเล็ก ใส่แว่น บ้าพลัง เป็นอะไรที่ดึงดูดกูมาก ๆ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ เป็นหมาที่ประกาศตัวตลอดว่า "โสด" จะให้กูหาแฟนให้ อืม..นะ แล้วก็หายไปจากชีวิตกูครึ่งปี อยู่ดีๆ ก็โผล่มาที่ห้องกูตอนสี่ทุ่ม(ไม่โทรนัดด้วย) แล้วยังจะพูดหน้าระรื่นอีกว่า "Surprise!!" (..เตี่ยมึงสิ) คนที่สิบเอ็ด.. หมาตัวสูง ตามสไตล์หนุ่มเหนือ เจอกันในสนามบอล คนไม่สนิทกันแต่พูดให้กูประทับใจแม่งชิบหาย "เฮ้ย ไหนที่นอนเราวะ ..??" "อู๋ถ้าแกจะนอนข้าง ๆ เรา แกช่วยไปอาบน้ำถูสบู่ก่อนได้ปะ ..สกปรก!!" แต่เมื่อกี้..กูจำได้ว่ามึงยังเอา "หมอนหนุนหัวมึง" มาไล่ตีกูอยู่เลย งิ!! คนที่สิบสอง.. หมาไทย กรุงเทพฯ หน้าตาดีละลายใจมากๆ (ทั้งหญิงแท้ หญิงเทียม) เจอที่นี่แหละ ไม่ได้คลุกคลีมาก เพราะแพ้ทาง น้องสาวกูทุ่มทุนสร้างจริงๆ (..นับถือๆ) เด็กกว่ากูปีเดียว แต่เรียกกูพี่ครับๆ จนกูแก่ลงไปเยอะเลยจากคำพูดมัน ..ไอ้เด็กเวร!! คนที่สิบสาม.. หมาหนวด สัญชาติไทย (ได้ข่าวว่าแฟนสวยและอวบอัดไม่แพ้กัน) ผู้ชายอะไร "เล่นกล้ามจนนมใหญ่" ..เฮ่อะๆๆ หน้าตา ตื่นมาก็มึนเลย เหมือนเสพยาก่อนตื่น นิสัยดีว่ะ แต่แม่งโลกส่วนตัวสูงมากก.. กูเลยจับนมแม่งเลย ..เกี่ยวกันมั๊ย (โรคจิตจริงจัง) คนที่สิบสี่.. หมาดำจริงๆ เคยได้อยู่ร่วมชะตากรรมกันประมาณสามสี่เดือน แล้วมันก็ทิ้งกูไป (หนีกลับไทย) เป็นน้องชายที่พึ่งพาได้ แอบปากร้ายเอาเรื่อง และที่สำคัญ "อยู่ไทยขายไม่ออก แต่อยู่นอกแม่ง Popular (ในหมู่เกย์) นะเว้ย" ..เฮ้ย คิดถึงมึงว่ะ หมาตัวนี้ไม่รู้ตายรึยัง ไม่เอ่ยถึงดีกว่า เดี๋ยวมันตามมาหลอกกู !! April 27 ความรัก ราศีพฤษภชาวราศีพฤษภเป็นคนธาตุดิน เป็นคนนิ่งๆ และไม่โลดโผนมากนัก แต่ก็ไม่ใช่คนจำพวกที่น่าเบื่อ ชาวราศีวัวออกจะเป็นคนที่อุบอุ่น ละเอียดอ่อน และโรแมนติกด้วยซ้ำไป เขาจะทำสิ่งใดด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความจริงใจ สิ่งที่เขาต้องการก็คือความจริงใจเช่นกัน ความเข้าใจกันและสมัครสมานสามัคคีกัน ชาวราศีวัวเป็นคนที่ชอบสิ่งของที่ดูหรูหรา ดูดี อาจไม่จำเป็นต้องเป็นของมียี่ห้อ แบรนด์เนมอะไร หากเป็นที่ถูกอกถูกใจเขาได้ล่ะก็ คนๆนั้นก็อาจจะเป็นคนโปรดของชาวพฤษภเลยทีเดียว หรือไม่ก็ต้องเป็นคนที่สามารถทำให้เขาอารมณ์ดีได้และแสดงออกทางความรู้สึกให้มากๆเข้าไว้ แล้วคุณก็จะเป็นที่รักของชาวราศีนี้ได้อย่างง่ายดาย ไม่เชื่อก็ลองดูสิ
ความโรแมนติกแบบราศีพฤษภคงไม่มีคำไหนจะอธิบายความโรแมนติกของชาวพฤษภได้ดีเท่ากับคำว่า หวาน และอ่อนโยน เขาจะเป็นคนที่มีอารมณ์ละเอียดอ่อน การสัมผัส การส่งยิ้ม หรือการสบตาจะมีความหมายเป็นอย่างยิ่งถ้ามาพร้อมกับดอกกุหลาบสวยๆ หรืออะไรที่สร้างบรรยากาศให้ความโรแมนติกได้ เป็นอะไรที่ทำให้ชาวพฤษภปลื้มใจสุดๆ เพราะชาวพฤษภให้ความสำคัญกับสิ่งของที่มีความหมายเหล่านี้ และสิ่งของต่างๆที่อบอวลไปด้วยความหวาน ชาวพฤษภเป็นคนที่ยึดถือในความหนักแน่น มั่นคง ถ้าคุณพิสูจน์ใจให้เขาเห็นถึงความมั่นคงและซื่อสัตย์ในตัวคุณแล้ว คุณจะเป็นหนึ่งในดวงใจของเขาตลอดไป ความรักของราศีพฤษภชาวพฤษภจะเป็นเพื่อนที่ดี ถ้าเจอคนที่ถูกใจและต้องไม่ผูกมัดอะไรมากมาย ความสัมพันธ์ของชาววัวจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่จะยืนยาวไปอีกนาน เขาจะไม่ยอมย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จนกว่าจะได้มาในสิ่งที่ปรารถนา เขาเป็นคนที่ทุ่มเทและจริงใจ ดังนั้นหากใครรู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่จริงใจ หรือชอบเอาเปรียบคนก็อย่าคบกับชาววัวเลย เพราะเขาไม่ชอบคนแบบนี้ ชาวพฤษภชอบที่จะคบเพื่อนน้อยๆ คน แต่คบแบบสนิทแนบแน่น เขาจะสร้างมิตรภาพกับคุณแบบจริงใจและจริงจัง เพื่อนของชาวพฤษภควรจะฝึกการง้อและเอาใจไว้บ้าง เพราะชาววัวค่อนข้างจะขี้งอนและขี้น้อยใจ อาจจะเป็นการง้อโดยการขอโทษ ทำตัวดีๆ เอาใจ หรือไม่ก็อาจเป็นการหาซื้อของเล็กๆน้อยๆที่มีความหมายดีๆให้ แค่นี้เพื่อนชาวพฤษภของคุณก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้แน่ๆ ความสัมพันธ์แบบชาวราศีพฤษภชาวพฤษภเป็นคนที่หนักแน่นในความรัก เมื่ออยู่ในที่สาธารณะเขาจะเก็บอาการไม่แสดงออกความรู้สึกมากนัก แต่ถ้าอยู่ตามลำพังก็จะแสดงความรู้สึกออกมาตรงๆ ชาววัวต้องการการดูแลเอาใจใส่มากพอดู ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชม. สามารถมีความเป็นอิสระส่วนตัวได้ ตราบใดที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจกันและกัน ชาวราศีพฤษภมองเรื่องของความรักกับเรื่อง Sex เป็นของคู่กัน และเป็นองค์ประกอบของกันและกัน ดังนั้น Sex จึงเป็นเรื่องที่สวยงามของชาวพฤษภ SEX กับราศีพฤษภชาวพฤษภเป็นอีกหนึ่งราศีที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจ มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างง่ายดาย เขาจะใช้สิ่งเหล่านี้แหละเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง สำหรับเขาการแสดงออกในความรักของเขาจะแสดงออกอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เป็นคนที่สร้างอารมณ์และความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน เป็นคนที่มีความโรแมนติก เพราะเขารู้สึกว่า Sex มาจากความรู้สึกข้างในที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งเป็นสิ่งสวยงามในชีวิตเขา แล้วอะไรหล่ะที่ชาวราศีพฤษภต้องการ ชาวพฤษภต้องการใครสักคนที่หนักแน่นและมั่นคงที่จะทำให้ชีวิตของเขามีความสุขได้ ต้องการคนที่ให้ทั้งความรัก การดูแลและสิ่งของที่มีความหมายดีๆ ที่จะติดตรึงอยู่ในใจของชาววัวตลอดไป การดูแลให้ความอบอุ่นและความเชื่อมั่น คือวิธีที่เหมาะที่สุดที่จะปฏิบัติให้กับชาวพฤษภและก็เป็นสิ่งที่เขาต้องการ ชาวพฤษภเป็นคนที่พึ่งพาอาศัยได้และเป็นคนที่คอยดูแลเอาใจใส่สม่ำเสมอ หากใครต้องการเป็นคนที่โชคดีที่จะใช้ชีวิตในโลกอันสวยงามร่วมกับเขาได้ จะต้องใจเย็นและใช้เวลาในการค่อยๆบ่มเพาะความรัก ความรู้สึกในการพิชิตใจชาวพฤษภ April 13 .. ได้อะไรจากอินโดนีเซีย
คิดว่า “ได้บ้างไม่ได้บ้าง” อ่านแล้ว “งง” อะเด้!! อ่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เข้าใจเองแหละ ว่าแต่จะอ่านไม่อ่านนั้นก็อีกเรื่องนึง ไม่ได้บังคับ ว่ะฮ่ะฮ่า.. อันดับแรกต้องนี่เลย “ภูมิคุ้มกันทางด้านอาหาร” เพราะท้องเสียเกือบตายตั้งสี่เดือน (-_-“) คิดว่ากลับไปคราวนี้ “ใดๆในโลกนี้ เราก็คงจะแ*กได้หมดแล้วแหละ ยกเว้นของเสียและขยะอ่านะ” อย่างที่สองคง “เพื่อน” อาจไม่มากมายและไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์เท่าไหร่ แต่ก็เอาวะ... “ได้มาแล้วนี่ให้ทำไงล่ะ” ฮ่าๆๆ แล้วก็ “สังคม” สงสัยล่ะสิว่าต่างกับเพื่อนยังไง คืองี้ เพื่อนมันเป็นเพื่อนไง ส่วนสังคมเนี่ย เป็นฐานะอะไรก็ได้ แต่เรามาเจอกันแล้วก็ลิ้งค์ๆกันไว้ บางคนกลายเป็นเพื่อนร่วมงาน บางคนเป็นที่ปรึกษา บางคนมาเป็นพี่เป็นน้อง บางคนได้เป็นถึงผู้มีพระคุณให้เราได้พึ่งพิง และบางคนก็ได้เป็นแค่คนรู้จัก.. เอ่อ.. “ได้ภาษาอินโดฯ” (แม้จากหางอึ่งจะเพิ่มเป็นหางหนูแฮมสเตอร์ก็ตาม) แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากการมาต่างบ้านต่างเมืองของเราในครั้งนี้ เออ..ถือว่าได้แล้วนะ เหอะๆๆๆ ต่อมาคงเป็น “เวลา” ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่ว่าได้มาอยู่คนเดียวในต่างแดนตั้งเกือบปี มันก็เลยมีเวลาว่างเยอะ ได้เรียน ได้คิด ได้เพ้อ ได้ฟุ้งซ่าน ได้พักผ่อน ได้ทำอะไรเอง (ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว ฯลฯ) และ ได้ “อิสระ” เออ..อันนี้ได้จริง มีอย่างที่ไหน ตีสองยังนั่งอยู่ในร้านอินเตอร์เน็ต ห้าทุ่มหิวข้าวก็เดินออกมาหาข้าวกิน ขืนอยู่ไทยทำอย่างนี้ “แม่คงได้ตีตาย” (เข้าใจหน่อยว่าไม่เคยอยู่หอ) มันทดแทนช่วงเวลาในมหา’ลัยได้พอสมควรเลย (อย่าเอาไปบอกแม่เรานะ เรา”โป้ง” จริงๆ ด้วย) ได้ “เที่ยว” ความจริงคือไม่ว่าจะไปที่ไหน อู๋ก็ขอเที่ยวไว้ก่อนอยู่แล้วอะ แต่ถ้าอยู่ที่ไทยก็คงไม่ได้เที่ยวบาหลี ไม่ได้เที่ยวยอกยา ไม่ได้เที่ยวอินโดนีเซียนั่นแหละจริงมะ คิคิคิ อันนี้..(ขออายนิดนึง) “ได้แฟนเป็นเด็กน้อยสมใจอยาก” แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ (ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่า “โคตรสั้น” ถึงจะถูก) แต่เราก็มีความสุขมากกกกกก อยากขอบคุณเค้านะที่สละเวลามาเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำดีๆ ให้เรา คิดถึงเมื่อไหร่ก็ยังสวยงาม อืม... “อู๋รักเด็กค่ะ” (^_^) อืม..ได้ “มือถือเครื่องใหม่” ทั้งที่ใจก็ยังไม่พร้อมจะลืมเครื่องเก่า แต่ในเมื่อของมัน “หาย” ครั่นจะให้ใช้พิราบสื่อสารก็เกินไป เลยต้องซื่อเครื่องใหม่ เพื่อรอคอยใครสักคนนึกขึ้นได้ว่ายังมี “คนหน้าตาดี” หลบมาหายใจทิ้งไปวันๆ ที่อินโดนีเซีย (เมื่อไหร่เทวดาจะดลใจให้มันโทรมาซะทีวะ... “ก้อนอิฐ” เอ๊ยยย...) รวมทั้งที่ได้กลับไปเป็นเด็กที่ต้อง “แบมือขอเงินพ่อแม่ใช้อีกครั้ง” ทั้งที่เคยมีงานมีการทำ มีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้วนะ (T-T) คือ อันนี้ไม่ได้อยากเลย แต่มันจำเป็นจริงๆ (วิกฤตินี้เชื่อมโยงมาจากการที่เงินทุนสนับสนุนไม่พอเลี้ยงชีพนั่นเอง.. กรรม) อ่อ..สิ่งสุดท้ายที่ลืมไปเลยคือ “ได้ทุน” ในชีวิตนี้ได้ชื่อว่าเป็น “นักเรียนทุน” ที่ได้เงินรัฐบาลมาใช้จ่ายทุกเดือน (แม้ว่าจะไม่พอ “แ*ก” สักเดือนเลยก็เหอะ) เอาเป็นว่าอย่างน้อย การมาอินโดฯ ครั้งนี้ก็ถือว่า “ได้เยอะ” อยู่เหมือนกันเนาะ..ว่ามั๊ย??
ปล. ที่สำคัญคือได้รู้ใจตัวเอง ได้รู้ว่า “รักเธอ.. ประเทศไทย” ...จุ๊ฟฟๆๆๆ ฟอดดด November 13 วันฝนตก..ฝนตกหนัก เสียงอาซาลดังกระหึ่มจากทุกทิศ ถ้าเป็นมุสลิมก็ไปละหมาด ส่วนเด็กพุทธที่น่าสงสารก็ยังคงต้องดำเนินชีวิตแบบไร้ "วิตาหมู" ต่อไป..
นี่ต้องหอบโน๊ตบุ๊คมามหาลัยสองวันติดๆ เพราะหอที่เช่าด้วยราคาเกือบครึ่งนึงของทุนการศึกษา มันไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ โอ้..อนาถแท้..
August 15 งานรับปริญญาสอนอะไรแก่ข้าพเจ้าข้อแรก.. ความพยายามสี่ปี วันนี้ได้กระดาษเปื้อนหมึกมา 3 แผ่น กับกระดาษแข็งหุ้มผ้าแดง ที่นอกจากค่าเทอมแล้ว เรายังต้องจ่ายเพิ่มอีก 630 บาทเพื่อซื้อ "ปริญญาบัตร" จากมหาลัย ข้อที่เก้า.. ขณะรอองค์ประธานคุณสามารถนอนหลับได้หนึ่งอิ่มเลย เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่ไม่ควรนำโทรศัพท์มือถือเข้าหอประชุมในวันพิธี เพราะมันอาจส่งเสียงรบกวนเวลานอนของบัณฑิตท่านอื่น
ข้อที่สิบ.. อย่าใส่ใจ "คนไม่รักษาสัญญา" คนพวกนี้ปากดี ชอบบอกว่า "จะมาถ่ายรูปด้วย" แต่ก็ไม่มา ก็ปล่อยมันไป คิดซะว่าคำพูดมันก็คล้าย "ตด" ..เหม็นแป็บเดียว เดี๋ยวเราก็ลืม ข้อที่สิบเอ็ด.. การแต่งหน้าแพงและเครื่องสำอางค์หรู มันไม่ช่วยให้คุณดูดีขึ้นหรอก ถ้าผิวหน้าคุณไม่ต่างอะไรจาก "หนังคางคก" และ "ครีมกันแดดไม่ช่วยอะไร" 555+
ข้อที่สิบสอง.. วันเวลาผ่านไปเร็วเสมอ แม้คุณจะเข้ารับปริญญาช่วงบ่าย ก็ขอแนะนำให้รีบมาแต่เช้า เพราะพวกที่เข้ารับรอบเช้ามักไม่อยู่รอถ่ายรูปร่วมกับเราในตอนเย็น
ข้อที่สิบสาม.. ร้อยละห้าสิบของรูปที่ถ่ายมาทั้งหมดจะเป็นรูปของพวกหน้าเดิมๆ วนเวียนกันอยู่ไม่เกินสิบคน แต่ร้อยละเก้าสิบเก้าจะเป็นใบหน้าของคนเพียงคนเดียว
ข้อที่สิบสี่.. ถึงจะทานอาหาร เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวก่อนแต่งหน้า มันก็เท่านั้น เพราะเมื่อแต่งหน้าเสร็จจะรู้สึกหิว แต่งตัวเสร็จจะปวดท้องเข้าห้องน้ำทันที
ข้อที่สิบห้า.. ห้องน้ำจะแออัดไปด้วยฝูงมนุษย์ ชนิดที่ว่า จำนวนผู้ใช้บริการห้องสุขาภายในวันรับปริญญาเทียบได้กับการใช้ห้องสุขาหนึ่งรอบปีการศึกษา
ข้อสุดท้าย.. คนที่รักเราที่สุด คือ คนที่เรานึกถึงเป็นคนสุดท้าย คนที่เราปล่อยให้รอทั้งวันโดยโผล่หัวมาเมื่อเพื่อนแยกย้าย แต่เค้าก็ยินดีที่จะรอ เพื่อกลับบ้านพร้อมกับเรา “พ่อ-แม่” June 20 ไม่เสียใจแล้วเมื่อวานร้องไห้หนักจนอ้วก.. ตอนเย็นแม่ก็ชวนให้ไปกินบุฟเฟ่ต์ที่โรงแรมนารายณ์เป็นเพื่อน
หนีกลับมาก่อน มาถึงก็อาบน้ำนอน เพราะเหนื่อยกายและเพลียหัวใจ .. เฮ้อ เป็นเอามากเนอะ
แต่วันนี้แข็งแรงดีมาก ๆ ไม่มีความรู้สึกเศร้า ๆ เข้ามากวนใจอีก เมื่อทุกอย่างเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
ไป warehouse คนเดียว กลับคนเดียว เหงานิดหน่อย แต่ก็อาศัยคุยกับพี่คนขับรถ ไปตลอดทาง
"อยากเป็นอย่างเจ้านายจัง เค้าน่ารัก ใจดี ขี้เล่น เป็นมิตรและฉลาด" ที่นี่ใคร ๆ ก็รักเค้า ดีจริง ๆ เลย
"คนที่มีความสุขจะเผื่อแผ่ความสุขจากภายใน..แล้วคนรอบ ๆ ตัวก็จะรับรู้ได้" .. เค้าก็เป็นคนอย่างนั้น
เวลายิ้มแล้วโลกสดใส เป็นรอยยิ้มของคนที่มองโลกในแง่ดี ง่าย ๆ สบาย ๆ เหมือนเราจะรู้ได้ว่าเค้า "สุขใจ"
"คิดว่าง่าย.. อะไร ๆ ก็จะง่ายไปอย่างนั้น ตามที่ใจเราคิด" บางทีก็เราเองนั่นแหละ ที่กดดันตัวเองให้ป็นทุกข์
วันนี้ไปก็โดนแกล้งสไตล์ลูกน้องที่ไม่มีเจ้านายมาดูแล
"You don't want to talk with me, right ?"
บ้าจริง ตาบ้านี่ เห็นเจ้านายไม่มา ขู่เราใหญ่
"ส่งของน้อยไปนะ..เอากลับไปได้มั๊ยเนี่ย"
"อะไรกัน ยูก็ขนของกลับไปสิ.."
"อ่อ..ไม่ได้ใช่มั๊ย งั้นจะรับไว้ให้ก็ได้"
ไม่อยากอ้าปากพูดด้วยเลย แต่ละคนตัวยังกะยักษ์
..น่ากลัว ยังกะจะจับเรากิน (เดินมาตั้ง 3 คน)
รู้ว่าเค้าหยอกเล่น แต่ถ้าเจ้านายอยู่
เค้าคงกำลังยืนยิ้มให้ จากที่ไหนสักมุมของห้อง
แล้วก็จะบอกเจ้าพวกนี้ว่า "เลิกแกล้งเค้าได้แล้ว..เอ็งก็"
แต่ไม่มีเค้าแล้ว.. โอ๊ะ เหงาจัง..
รู้สึกเหมือนลูกตามัน "ฉ่ำ ๆ"
หยุดเสาร์อาทิตย์นี้ ขอพักหน่อยดีกว่า.. June 19 Paalam na, Angeloเมื่อวานซืน..เราไปกินข้าวกับเจ้านาย (เลี้ยงส่ง) ไปกันแค่ 2 คน..เราจ่าย (-_-") ไม่แพงหรอกสามร้อยกว่าบาท อาหารฟิลิปปินส์ กับข้าว 3 อย่างข้าวเปล่า 2 จาน ติ่มซำอีก 1 ก็นะพอกินได้ (แต่บาดคอจริง ๆ เปรี้ยวจัดเค็มจัด) แต่กินไปก็เก็บสีหน้าไม่อยู่ว่าเราจี๊ดกับรสชาติแค่ไหน เจ้านายก็หัวเราะจนสำลักไปสองรอบ (เท่าที่เคยกินมา อาหารไทยอร่อยสุด..) เค้าก็ร่ำ ๆ ว่าจะกลับแล้ว เหลือเวลาอีกแค่สองวันในกรุงเทพฯ (ก็ไหนว่าเหมือนบ้านเอ็งไง..จะเสียดายทำไม) แล้วผับที่เราอุส่าหาข้อมูล-แนะนำทั้งหมด ก็ไม่ได้ไปเพราะเที่ยวตอนกลางวันก็เหนื่อยพอแล้ว (อ่านะ..ความผิดใคร??) เป็นคนที่แอบกวนประสาทเป็นระยะ ไปที่ warehouse ด้วยกัน ขากลับเค้าถามเรา "อู๋เที่ยวกลางคืนมั๊ย ดื่มเหล้ารึเปล่า" ด้วยความที่ช่วงนี้เราลดละเลิกก็เลยบอกว่า "ไม่ดื่ม แพ้เหล้า ผื่นขึ้น เลือดกำเดาไหล" เค้าก็ถามใหม่"บุหรี่ล่ะ" อืม..ไม่สูบหรอกเหม็น เค้าเงียบก่อนจะยิ้มแบบว่ารู้กันสองคนนะ "เล่นยารึเปล่า" -- อ้าว..ห่านี่!! แล้วเค้าก็ "แหม..สุขภาพดีสินะ ไอก็ไม่ชอบหรอก แต่อยากหาประสบการณ์" (ตอแหลรึเปล่าลุง 555+) แต่คุยแล้วก็เพลิน ๆ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังคุยอยู่กับคนแก่กว่าเลย ..แล้วมันก็ผ่านไป กลายเป็นแค่ความทรงจำ
วันนี้เค้าออกจากอ็อฟฟิตไปแล้วเมื่อตอนสิบเอ็ดโมง.. เจ้านายเราบินกลับวันนี้ตอนบ่ายสาม เค้าเศร้า เราก็เศร้า ทุกคนที่นี่เศร้ากันหมด ก็เค้าน่ารักมาก ๆ นี่หน่า -- เฮ้อ ใจหายจริง ๆ เมื่อคืนก็หมดน้ำตาไปหนึ่งยก เมื่อเช้าต่ออีกสองยก แต่พอเค้ามา เราก็ยิ้มแฉ่ง !! (เก่งมั๊ย) ..ไม่เอา ๆ ไม่อยากร้องไห้ให้เค้าเห็น เดี๋ยวเสียฟอร์ม.. แต่พอเค้า "ก้าวพ้นห้อง" เท่านั้นแหละ สิ่งที่ทำใจไว้แล้ว กลับดูเหมือนไม่เคยคิดถึงมาก่อน "ตกใจ" ไม่อยากจะเชื่อเลย.. แล้วตอนเช้า ด้วยความที่เรานัดไปส่งของที่ดอนเมือง พอเจ้านายไม่ได้ไปด้วยแล้ว พี่เค้าก็บอกว่า "จะไปส่งอย่างเดียว แล้วนั่งรถแท็กซี่กลับมาเองแล้วกันนะ" ..โอ้โห เข้าใจมั๊ย "ลูกเป็ดขี้เหร่".. อารมณ์นั้นเลย (น้อยใจโคตร ๆ) เครื่องคอมฯ ก็พังซะงั้น งานก็ทำไม่ได้ จะนั่งในห้องก็ทำใจลำบาก ไม่อยากอยู่ใกล้ ๆ เจ้านาย (เดี๋ยวจะเศร้า) สรุปว่าเดินครับ "เดิน" แต่ไม่ได้เฉย ๆ นะ "เดินร้องไห้" เหมือนทำมิวสิคเลยแต่ไม่ใช่ หน้าตาขี้เหร่ไม่พอ แล้วยังร้องไห้จนโทรมเข้าไปอีก (ดูจะเหมือน "หนังผี" มากกว่า..) นี่ก็ไม่เข้าใจช่วงนี้เป็นอะไรนักหนา ไปงานศพน้าเพื่อนก็ร้องไห้ประหนึ่งเค้าเลี้ยงดูเรามา เจ้านายกลับประเทศก็ร้องไห้เหมือนอยู่ด้วยกันมาเป็นปี ๆ ..ยังไม่อยากเป็นบ้านะเว้ยย
ปล. ไว้เจอกันนะ ถ้าฉันไปฟิลิปปินส์ (ไปอินโดฯ คราวนี้กะว่า ต้องหาทางไปอยู่ฟิลิปปินส์ให้ได้สักอาทิตย์นึง..ถึงอาหารมันจะไม่ถูกปากเราก็ตาม) "อู๋มีอีเมลไอมั๊ย.. ใช้อีเมลเดียวกับของที่ทำงานนั่นแหละ" -- แล้วจะถามเพื่อ.. ได้ข่าวว่าเมลเอ็งกะข้าก็คือ ๆ กันนั่นแหละ June 16 ไอ้ขี้แย..กูเป็นอารายย.. ทำงานกะเค้ามาแค่ 10 วัน เพิ่งจะสนิทกันเอาสองวันก่อนเค้ากลับ ไม่คิดเลยว่าจะต้องนั่งทำงานคนเดียว ทำใจไม่ด้ายยย.. (เลยร้องไห้แม่งซะงั้น เค้าจะรู้มั๊ยเนี่ย ?) งานกองเป็นตั้ง ถ้ามีเค้าอยู่ด้วยยังไงก็สบายใจ หลงคิดมาตลอดว่าเค้าจะอยู่กะเราจนสิ้นเดือน (แบบว่าไปพร้อมกัน) เลยไม่สนใจเรียนรู้งานอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวจากเค้าสักอย่าง เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะสมเพช เลยเสด็จมาดลใจให้อ้าปากถามว่า "เอ็งจะกลับประเทศเมื่อไหร่" คำตอบสั้น ๆ (แต่สั่นใจกูเหลือเกิน) ก็หลุดออกมาจากปากเค้าว่า "19 นี้".. เฮ้ยยย ไม่จริงงง.. ทำไม ๆ ๆ ๆ เยอะมากผุดขึ้นมาจากหัวแม่ตีนของกู "แล้วกูจะทำงานรอดมั๊ยเนี่ย แล้วกูจะต้องนั่งทำงานคนเดียวเหรอเนี่ย แล้วกูจะเหงามั๊ย แล้ว ๆ ๆ.. แล้วกูก็ร้องไห้แม่งซะงั้นเลย" ความจริงก็แอบเศร้า มาตั้งแต่วันศุกร์แล้ว เพราะเวลาไปโกดังเนี่ย เจ้านายจะทำทุกอย่าง ชนิดที่เรียกได้ว่า "ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าจะจ้างกูไว้ทำหอกอะไร" กูแค่ไปเดิน ๆ ดู ๆ สบาย ๆ ชิลล์..
แล้ววันนี้อิฉันก็ "ผีเข้า" นั่งเล่นคอมอยู่ดี ๆ เสือกเจอเม้นท์ของเพื่อนที่โคตรกระแทกใจ "บ่อน้ำตาเลยแตกกระจาย" เจ้านายเห็นเข้าก็เครียดเลย.. (แบบว่าคงกลัวกูคุ้มคลั่ง แล้วเอามีดจ่อคอหอยเค้ามากกว่า 555+) แต่พอเรียนรู้งานเข้าจริง ๆ ก็พบว่า เค้าทำงานไว้ให้หมดแล้ว เราเองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เหมือนเค้จะรู้ทันความขี้เกียจของเราถึงขนาดออกปาก "ถ้ายูว่างนะ ยูเดินไปเลย ไปหาคุณตุ๊ก แล้วของานเค้าทำซะ.. โอเค๊ !!" ผิดมั๊ยก็อยู่กะเอ็งแล้วเอ็งไม่ใช้งาน ตูข้าก็ตัวเป็นขนเลยสิทีนี้ วันนี้ไปกินมื้อเที่ยงกันสองต่อสอง (ฟังดูดีมะ) เค้าพูดถึงแต่ผู้หญิงคนอื่น (คุณตุ๊ก..ว่าที่นายคนใหม่ของตูข้านั่นเอง) ก็เออ ๆ ไปเรื่อย ดีนี่หว่า ไปเที่ยวไปดูหนัง ไปแดกข้าวกันสองคน ทีกูถามว่าไม่เที่ยวไทยบ้างเหรอ มันตอบว่า "ที่นี่ก็เหมือนบ้านช้านแหละ เพราะฟิลิปปินส์อยู่แนวเส้นศูนย์สูตรเดียวกับกรุงเทพ" อ่อ..ดีเนอะเอ็ง คิดได้ไง แต่พอคุณตุ๊กพาไปเที่ยว.. "โอ้โห..มัน Amazing มาก ๆ ทึ่งสุด ๆ งดงาม ๆ" -- อารายของเอ็งเนี่ย
ความจริงเราคงกลัวที่จะไม่เจอหน้าผู้ร่วมงานมากกว่า แบบว่าใจหายที่ไม่มีคนคอยเก็บงานที่เราทำหลง ๆ ลืม ๆ ไว้ทุกวัน (เป็นเจ้านายที่เก็บโต๊ะให้ลูกน้องด้วย.. ควรละอายใจใช่มะเรา 55+) แค่นี้ดีกว่า เหนื่อยใจ เช้าร้องไห้ บ่ายหัวเราะ ..กลัวบ้าจริง ๆ เลยว่ะ
May 04 กลับมาหลังวันเกิดทิ้งสเปซนานไปมั๊ยเนี่ย 555+
...
แต่อย่างน้อยก็กลับมาเว้ยย
...
สุขสันต์วันเกิดตัวเอง
...
ช่วงเช้า - บ่าย
...
ที่ รพ.สัตว์เกษตร
...
ช่วงเย็น - ค่ำ
...
ท่ามกลางสายฝน
...
ปีนี้โชคดี
...
"ตรงไหน ??"
... March 02 ไม่มีแล้ว "ปิดเทอม - เปิดเทอม"..ขอไว้อาลัยให้กับคำสองคำ "ปิดเทอม - เปิดเทอม"
คำที่เราใช้บ่งชี้ช่วงเวลาสั้น ๆ มาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตเรา
ต่อไปนี้ไม่ต้องเบื่อหน่ายช่วงเวลาก่อนเปิดเทอม
แต่ก็จะไม่ได้หลงรักช่วงเวลาดี ๆ หลังสอบเสร็จอีกต่อไปแล้วเช่นกัน
"อยาก(เรียน)จบ แต่ไม่อยากจาก"
.....
พอคิด ๆ ไปแล้วมันก็ "ใจหาย"
.....
ไม่มีแล้ว "มื้อดึกที่ครึกครื้น"
ไม่มีแล้ว "ชุดนักศึกษา"
ไม่มีแล้ว "ไปมหา'ลัย"
ไม่มีแล้ว "ช่วงสอบ"
ไม่มีแล้ว "paper"
..........
.....
หมดเวลาในรั้วมหาลัยซะที
.....
..........
ไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นไปเรียน
ไม่ต้องทนเดินคนเดียวในรั้วมหาลัย
ไม่ต้องปล่อยชีวิตให้ไหลไปตามกระแสสังคม
ไม่ต้องอิจฉาความรักของใครต่อใครแบบระยะประชิด
ไม่ต้องทนฟังการสุมหัวนินทาอาจารย์ของ(ว่าที่) "ปัญญาชน"
ไม่ต้องเซ็งเวลาต่อคิวรอข้าวที่โรงอาหารซึ่งยาวนานกว่าช่วงพักเที่ยง
.....
สรุปว่า "เศร้า" รึเปล่าเนี่ย ??
เมื่อบางสิ่ง "เข้ามา" บางสิ่งก็จะต้อง "จากไป"
January 18 สวัสดี..วันปีใหม่ผ่านไปแล้ว อดีตคน(เคย)รักก็มา แล้วก็กลับไปประเทศมัน..
หน้าหนาวนี้ก็เลยยังเป็นฤดูคนเหงา ไม่มีใครมาดูแลและไม่มีใครให้แลดู ฮิ้วว..
งานบอลฯ เลื่อน อืม..ช่างแม่ง กูไม่เกี่ยว 555+ แค่อยากเอ่ยถึง เห็นที่เหลือเยอะ
ปีนี้เริ่มต้นปีด้วยความวุ่นวาย ปนน่าเบื่อ แต่แฝงความดีใจ หรือสะใจกันแน่ ไม่รู้ว้อยย
ขอพรให้ตัวเองดีกว่า "ขอให้เรียนจบ ให้ภาคนิพนธ์ผ่าน ให้มีงานรองรับ ให้มีแฟนดีๆสักคน"
.......................................................จบ............................................... December 08 ฉันอยากร้องไห้..เธอกลัวเรา "เกลียด" เธองั้นหรือ "ไม่มีทาง" เชื่อเราเถอะ..คนดี
แม้แต่ "เบื่อ" ก็ยังไม่เคยสักครั้ง แต่วันนี้ฉันเดินมา "สุดทาง" แล้ว
ฉัน "รู้ตัว" แล้ว.. เธอเข้าใจกันนะ สุดท้าย "คนที่แพ้" ..ก็ต้องเป็นฉัน
แม้จะยังไม่เคยได้ลง "สนามแข่ง" แต่ฉันก็ "มาช้าเกินไป" สำหรับเธอ
"เขามีดีที่ไหนเธอ เธอจึงละเมอ เพ้อหาอยู่ร่ำไป.." ถามเธอแล้ว ก็ต้องถามตัวเองด้วยนะ
วันนี้ฉัน "รู้สึกตัว" ก็จริงแต่ใจมัน "ชา" อยากจะถามเธอว่า "เคยรู้ตัวบ้างมั๊ย"
หรือว่าความรู้สึกนี้มัน "เล็ก" เกินไป เธอเลยมองไม่เห็น มองผ่านไป..
มีคนหนึ่งคนที่รักเธอมาก กับคนอีกคนที่แอบรักเธออยู่
แต่เธอกลับรักปักใจอยู่กับอีกคน คนที่เค้าไม่รักเธอเลย
วันนี้.. สัมภาษณ์เวิร์คผ่าน ด้วยความบ้าเห่อ ก็โคตรอยากไป แต่พอได้คำนวนเงินที่ได้(น่าจะเป็นการขาดทุนครั้งใหญ่) กับตารางเวลาแล้วก็แทบช็อก เสียดายจังเลย เครียดที่สุดน่ะ
December 05 The phantom of the operaความรู้สึกแรก... ที่เสียน้ำตา
รักเหลือเกิน รักแสนรัก รักมากเสียจนอดคิดไม่ได้ว่า
ถ้ามีใครสักคนรักเราถึงเพียงนี้แล้ว ...เราจะรักเขามั๊ย
ถ้าหากว่าเรารักใครขนาดนี้ แล้วสุดท้ายเขาไม่รักเราล่ะ
ว่าแล้วเราก็ร้องไห้... แด่ความรักที่ไม่เคยมีของตัวเอง
ความรู้สึกที่สอง... ที่เสียน้ำตา
ฉากสุดท้ายในโรงละคร รู้ตัวหรือเปล่าว่าเขากำลังคิดร้ายกับตัว
ถ้าเป็นเราเหรอ เราเองคงยิ่งเสียใจ น้อยใจ ช้ำใจ.. ล้ำลึก
มันเจ็บนะถ้ารู้ว่าคนที่เรารัก ท้ายสุดเขาไม่ได้รักเราเลย
ความรักที่ทุ่มเทไป มันเปล่าดาย แล้วยังกลับมาทำร้าย
ความรู้สึกที่สาม... ที่เสียน้ำตา
ประโยคสุดท้ายที่ได้พูดกับนางเอกนั่นแหละ
"Christine, I love you." (T-T)
มันสะเทือนไปทั้งวิญญาณ เราเชื่อ เราอิน
แค่รักมันรั้งเขาไว้ไม่ได้ มันคงยังไม่เพียงพอ
"แววตาวิงวอนที่ซ่อนที่อยู่ภายใต้คำข่มขู่นั้น.."
ต้องการความรักนั้นตอบสนอง แต่ไม่อาจเรียกร้อง
ชีวิตในโลกที่มืดมิด เดียวดาย โศกเศร้าและหนาวเหน็บ
ฉันเจ็บปวด สงสารและเข้าใจดีว่า ต่อให้เอาหน้าแนบซบไปกับดิน
หรือร่ำร้องคร่ำครวญเพียงใด ความปรารถนาก็ไม่อาจเป็นจริง
.. บางทีเราทั้งคู่ อาจไม่ต่างกัน ..
ชอกช้ำจนจิตใจมันยับเยิน เกินกว่าจะร้องขอความเมตตา
ปรารถนาเพียงใครสักคน ที่รักและเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็น
สรุปแล้ว ฉันร้องไห้ให้ใคร เขา หรือ "ตัวฉันเอง"
มันยากที่จะยอมรับ แต่มันก็เป็นไป..
December 02 เมื่อวานฉันมีความสุขมากได้กลับมาเจอกันอีกครั้งแบบพร้อมหน้าพร้อมตาเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี เลยได้รู้ข่าวดีว่า เพื่อนเราคนหนึ่งได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง โบราณคดี ศิลปากร เฮ้ย.. เพื่อนเราเว้ย.. เพื่อนเรา..ได้เกียรตินิยมเชียวนะ (แหม..เพื่อนได้ดีเราก็ปลื้มไปด้วยน่ะสิ..) อืมม..มีความสุขน่ะ อธิบายไม่ถูกหรอก แค่ได้รู้ว่าทุกคนมีความสุขดี เจอหน้ากัน พูดคุยหยอกล้อกัน กินข้าวด้วยกันสักมื้อ แค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะอธิบายคำว่า "มิตรภาพ" ..เป็นมื้อที่ควรค่าแก่การรอคอยจริง ๆ
กูมีความสุขจริงๆ ทุกครั้งที่เจอพวกมึง ..กูแทบจะหยุดหายใจเลย เพิ่งจะรู้ว่ากูรักพวกมึงทุกตัวเลย ยิ่งได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาหน้าหม้อสุกี้ MK รับรองได้เลยว่ามื้อนั้นจะเป็นมื้อที่กู "อร่อยที่สุด-แดกเยอะที่สุด" มีความสุขก็เจริญอาหาร ไม่คิดว่าจะได้เจอบรรยากาศเดิม ๆ คนกลุ่มเดิมเหมือนที่เคยเจอ "บนโต๊ะกินข้าวในมื้อกลางวันของโรงเรียน" นี่ต้องรออีเป็นปีเลยสินะ กว่าจะได้เจอกันอีก.. "วันรับปริญญา" มาให้ครบล่ะ "กูสัญญาเลย ถ้าไม่ตาย กูต้องไปแน่น ๆ "
แนน - ยังยิ้มง่าย เรีบยร้อย และอยู่เป็นเหยื่อของเพื่อนได้เหมือนเดิม ชีวิตแกยังเป็นเรื่องราวในอวกาศของฉันเหมือนเดิม "ไม่ถามก็ไม่พูด แนนจะยิ้มอย่างเดียว" เมื่อวานนั่งห่างนะ เลยโดนหยอกไปไม่กี่แผล..รอด
ตาล - หมูน้อยๆ ที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่มาโดยตลอด และคงตลอดไป มึงยังน่ารักเหมือนเดิม โทรตามเพื่อน ๆ ต่อไปนะ กูรักมึงว่ะ จุ๊บๆๆ.. อ่อ..เมื่อวานมา "มาดไฮโซ" แต่ทำท่าจะฆ่ากูอยู่เรื่อย "เสียภาพ"หมดนะมึง
ทิพย์ - ไอ้ห่านี่ เรียนๆ เล่นๆ เสือกได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ตอนอาจารย์ตรวจข้อสอบเนี่ย "ไฟดับ" รึเปล่าวะ 555 เออ..ยิ่งเจอก็ยิ่งกลม มึงก็ "แดกน้อยๆ ดื่มเบาๆ หน่อย" เดี๋ยวต้อง "ห่มผ้าคลุมตู้เย็น" แทนชุดครุยขึ้นรับปริญญานะโว้ย
กุ๊กไก่ - อีนี่ก็นะ กล้าประกาศตัวว่า "บ้าผู้ชาย" หนอยคราวก่อนเห็นนักร้องดีกว่าเพื่อน ถ้าคราวนี้มึงไม่มาพวกกูจะเปิดสภา "อภิปราย" มึง 3 วัน 3 คืน แต่ก็อุตส่ามาให้เห็นหน้า ขอบใจโว้ย เออ..กูยังไม่ลืมอาหารบ้านมึงนะ "อร่อยมาก..ประทับใจ"
อัญ - เฮ้ย..เมื่อไหร่กูจะได้ไปบ้านมึงคะ ขอพ่อขอแม่ให้อนุญาตจนลืมไปแล้วหลายรอบ ก็ไม่ได้ไปซะที วางแผนหลังเรียนจบ กูรออยู่นะเว้ย.. (ทุกคนก็ด้วยเหอะ.. กดดันๆ) อยู่ใกล้เราเลยไม่ค่อยได้กินอะไร ขอโทษนะ เรามันตะกละน่ะ.. ต้องเข้าใจ ว่ะฮ่ะฮ่า
ซี - เหมือนกูกะนังนี่จะเจอกันบ่อย แต่ว่าไม่ได้นะเดี๋ยวนี้ "สวยวันสวยคืน" ถ่ายรูปนี่ก็ "โพสท่า" เหมือนไม่ได้มาด้วยกัน.. มืออาชีพมาก (ถือว่าเพื่อนเป็น "นายแบบ" รึเปล่ายะ.. หล่อนะนั่น ไม่ใช่ขี้ๆ) ก็ยังใส่ใจเพื่อนเหมือนเดิม ขอบใจที่เป็นห่วงนะ แต่ไม่เป็นไรจริง ๆ
อู๋ - เหมือนเดิมทุกอย่างเลย ยังแดกมาก-ปากหมา แต่คงไว้ซึ่งหน้าตา(เหี้ย)เหมือนเดิม การแต่งกาย เสื้อผ้าหน้าผมก็ยัง "สถุล" คงเส้นคงวา เพื่อให้เพื่อน ๆ ดูดีมีชาติตระกูล..เกี่ยวมั๊ย?? อย่างน้อยถึงกูจะออกสาย แต่ก็ไม่ได้ถึงเป็นคนสุดท้ายนะว้อยย.. (เพราะบ้านใกล้)
"เมื่อวานรักพวกมึงมากแค่ไหน วันนี้ก็รักไม่น้อยไปกว่าเมื่อวาน"
November 26 อยากไป....ไปหาเงินดีกว่าโว้ย..
ถ้าปีนี้(เดินทางปีหน้า)ได้ไป work & travel ก็คงดีอะนะ
จะอยู่จนวีซ่าหมดเลย ปริญญาก็จะไม่กลับไม่รับด้วยเหอะ ๆ
เบื่อว่ะ เบื่อชีวิตเดิม ๆ โง่ซ้ำซาก แห้วทั้งปี ชีวิตราบเรียบซ้า
ก็อยากไปเก็บเกี่ยว อุปสรรค ใส่ชีวิตแก้เซ็ง แก้ว่าง แก้เบื่อ
ตอนนี้ขี้เกียจเรียนต่อ ยังไม่อยากเริ่มงานประจำ ..ทำไมวะ
อยากเปลี่ยนที่อยู่ ไม่เอาแล้วแค่เที่ยวเดี๋ยวก็กลับ(อีกแล้ว)
November 20 เรื่องตลกน่ะรู้นะว่าเป็นเรื่องส่วนตัว
ซึ่งเราก็ไม่ได้เกี่ยวด้วยสักนิด
แต่มันก็ทำให้เราแอบมีความหวังบาง ๆ ว่า
เค้าสองคนตอนนี้ คงเป็นแค่ "เพื่อนสนิท" กันเฉย ๆ
(แต่ถึงเค้าจะเป็นแค่ "คนรู้จัก" เราก็ไม่เกี่ยวอยู่ดีล่ะ 555+)
จนกระทั่ง..ได้ดู "รูป"
อึ้ง.. นี่เราเข้าใจผิดอย่างแรง
ทึ่ง.. มันเกินกว่าคำว่า "แฟน" ซะด้วยซ้ำ
ตะลึง.. ที่คนบางคนพูดเอาตัวรอดได้ดีเหลือเกิน
เราก็แค่อยากบอกกับ "เธอ" ว่า..
เรารู้แล้วนิยามน่ารัก ๆ ที่เธอบอกว่าเราเป็นคนที่เรียกเธอน่ะ
ไม่ใช่เราหรอก เราว่าแล้ว.. เราจำไม่ผิดแน่ เพราะเราไม่เคยเรียกเธอว่า "หมีขาว"
แต่ไม่เป็นไรหรอก.. เดี๋ยวเราเตือนความจำให้เธอเองก็ได้ว่าใครใช้คำนี้เรียกเธอ "แฟน(เก่า)เธอ" ไง
จำได้รึยัง ??
ยังนึกไม่ออกเหรอ
อืมม.. ได้
"หมีขาว กะ หมีดำ"
ใช้ภาษาอังกฤษนะ เผื่อเธอจะนึกออก
แค่นี้แหละ จบ.
November 16 เมื่อความรักของฉัน ..หายไป..ทุกวันความรักของฉันจะมานั่งรอฉันที่หน้าประตูบ้าน ความรักของฉันไม่เคยจากฉันไป ทุกวันฉันจะเติมเต็มความต้องการของความรักไม่ให้ขาด ความรักของฉันไม่เคยจากฉันไป ทุกวันที่ความรักทักทายฉันจะทักตอบพร้อมด้วยรอยยิ้ม ความรักของฉันไม่เคยจากฉันไป ทุกวันผ่านไป วันแล้ว วันเล่า ฉันรัก “ความรักของฉัน” ความรักของฉันไม่เคยจากฉันไป
แต่นี่ผ่านมาหลายวันแล้ว ที่ฉันไม่พบกับความรักของฉัน
ไม่มีใครพบเห็นอีกเลย หลังจากฉันตื่นนอนในวันนี้ ฉันภาวนาให้ความรักของฉันกลับมา
ฉันภาวนาให้สัมผัสแรกของฉัน เป็นความอ่อนโยนของความรัก..ของฉัน ฉันภาวนาให้เสียงแรกที่ฉันได้ยิน เป็นเสียงเรียกของความรัก..ของฉัน ฉันภาวนาให้สิ่งแรกที่ฉันเห็น เป็นใบหน้าของความรัก..ของฉัน
ฉันเริ่มกังวลกับ "ความรัก" ของฉันที่หายไป ฉันร้องเรียกความรักของฉันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันมองหา ฉันกวาดสายตาไปรอบตัว
แล้วฉันก็ต้องร้องไห้โฮ เมื่อฉันพบว่าบางสิ่งจากฉันไป ไม่มีแม้คำลาจาก ไม่มีโอกาสอีกแล้ว
ฉันรู้ว่าที่แล้วมามันยังไม่มากพอ ฉันไม่กล้าร้องขอโอกาสใดอีกครั้ง
แต่ ขอแค่ให้รู้ว่าเธอไปดี ขอแค่ความสบายใจ
เพราะ “เธอคือความรักของฉัน”
ปล. แมวหาย.. เข้าใจนะ November 09 สิ่งที่ดีที่สุด.. เหรอพูดตรง ๆ เลยนะ (ขี้เกียจตีสำนวน) วันนี้ไปเรียนภาษาอังกฤษที่สถาบันชื่อดังแห่งหนึ่งย่านสีลม ซึ่งจะมีสอนสดทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ ซึ่งห้องสอนสด (ห้องที่มีอาจารย์ตัวเป็น ๆ ยืนสอนเนี่ย) จะเป็นห้องที่เปิดให้จองตั้งแต่สี่โมงเย็นและจะเริ่มเรียนตอนหกโมงครึ่ง เราก็สังเกตุมาหลายทีแล้วว่าจะมี "กลุ่มอำนาจเก่า" คือ พวกที่ลงเรียนซ้ำคอร์สไปมา ๆ นั่นเอง จะมีพฤติกรรม "จองที่นั่ง" ซึ่งเค้าให้สิทธิคนที่มาก่อนควรได้เลือกที่นั่ง แต่คนพวกนี้จะใช้การวาง/โปรย/โยนหนังสือและสมุดซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนตามที่นั่ง 4-5 แถวแรกทุกครั้ง แต่วันนี้ด้วยความเผลอเรอ หรือ... ไม่รู้แหละ เลยมีที่นั่งข้างหน้าสุดเหลือ 1 ที่ เราก็เลยนั่ง.. (ตั้งแต่เข้าเรียนมาไม่เคยได้นั่งเก้าอี้แถวแรกเป็นบุญ "ตูด" ซะที) November 02 คุณครูขาคุณครูขา.. หนูคิดถึงครู
หนูอยากบอกว่า ช่วงเวลาหลายปีมานี้ หนูยังคิดถึงคุณครูเสมอ หนูยังคิดถึงโลกในวัยเด็ก เพื่อน ๆ ในรั้วโรงเรียน ... มันสายไปไหมคะ กับวันนี้ที่หนูต้องอยู่ "คนเดียว"
แล้วทำไม "ความทรงจำที่แสนสุข" มันถึงย้อนกลับมา "ทำร้าย" หนูล่ะคะ ... มันกลับมา มันทำให้หนู "คิดถึง โหยหา" แต่ไม่สามารถ "เอื้อมคว้า" เอาไว้ได้เลย
ทำไมโลกใบนี้ถึงมีทุกอย่างเหมือนอย่างที่ครูเคยพูดเอาไว้เลยคะ "ความไม่จริงใจ คนเห็นแก่ตัว จิตใจสกปรก ฯลฯ" ที่กร่อนกัดความ "จริงใจ" ไปจนหมด
คุณครูขา.. หนูอ่อนแอและโง่เขลา
น้ำตามากมายไม่ช่วยอะไร ทำไมหนูถึงไม่เชื่อครู "แล้ววันหนึ่ง.. หนูจะเสียดายที่ไม่เก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่ดีเอาไว้ เพื่อนแท้เมื่อผ่านมา ก็ผ่านไปได้เหมือนกัน"
หนูอยากย้อนเวลา ไม่อยากเป็นแล้ว "นักศึกษา" อยากกลับไป "โรงเรียน" อยากกลับไปเป็น "นักเรียน" ให้คุณครูดูแล สั่งสอน ว่ากล่าว ตักเตือน..
หนูเสียดายเวลา หนูไม่ได้ต้องการประสบการณ์แบบนี้ การหักหลัง การแก่งแย่งแข่งขัน ความเห็นแก่ตัว และการที่ต้องเจอกับคนที่ "ไร้หัวใจ"
คุณครูขา.. หนูเหนื่อยเหลือเกิน
ความสุข ความสงบ สบายที่แท้จริงอยู่ที่ไหนคะ ทำไมคุณครูถึงคิดว่ามันอยู่ "ที่นั่น" ล่ะคะ ... คุณครูเคยเสียใจไหมคะที่ "ตัดสินใจ" ไปอย่างนั้น
เพราะเราทุกคนต่างก็รู้ว่า "ที่นั่น" แท้จริงแล้ว "เหมือนอยู่ใกล้ แต่แสนไกล" ... บ้างก็ว่า "สุดแสนหนาวเหน็บ" บ้างก็ว่า "ร้อนดั่งไฟกัลป์"
แต่ก็ไม่มีใครรู้ เพราะไม่มีใคร ไม่เคยมีสักคน ที่.. ก้าวไปสุดทางแล้ว ได้หันหลังกลับมา กลับมาจาก "ที่นั่น".. "โลกแห่งความตาย"
คุณครูขา.. หนูคิดถึงครู..
........................................................................................................................
................................................................................................................
.....................................................................................................
หลับให้สบายนะคะ
- ลาก่อน -
|
|
|